วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

โครงงานคืออะไร

                      
               โครงงาน คือ งานวิจัยเล็กๆสำหรับนักเรียน เป็นการแก้ปัญหาหรือข้อสงสัย หาคำตอบโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หากเนื้อหาหรือข้อสงสัยเป็นไปตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ใด จะเรียกว่าโครงงานในกลุ่มสาระนั้นๆ  สำหรับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ คือ 
1. เมื่อนักเรียนเกิดปัญหา 
2. นักเรียนก็ตอบปัญหาชั่วคราว (สมมุติฐาน) 
3. นักเรียนจะต้องออกแบบการทดลอง เพื่อพิสูจน์ปัญหาว่าจริงหรือไม่ 
4. ทำการทดลอง หรือศึกษาค้นคว้าเพื่อสรุปผล 
    4.1 ถ้าคำตอบไม่ตรงกับสมมุติฐาน ก็ตั้งสมมุติฐานใหม่ และทำข้อ 3 ข้อ4 จนเป็นจริง 
    4.2 เมื่อคำตอบตรงกับสมมุติฐาน ก็จะทำให้ได้รับความรู้ใหม่ และเกิดคำถามใหม่ 
5. นำผลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 
          ในการที่นักเรียนจะทำโครงงานในกลุ่มสาระใด นักเรียนจะเป็นผู้ที่เลือกหัวข้อที่จะศึกษาค้นคว้า ดำเนินการวางแผน ออกแบบ ประดิษฐ์ สำรวจ ทดลอง เก็บรวบรวมข้อมูล รวมทั้งการแปรผล สรุปผล และการเสนอผลงาน 
โดยตัวนักเรียนเอง อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นเพียงผู้ดูแลและให้คำปรึกษาเท่านั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง กิจกรรมที่จัดว่าเป็นกิจกรรมโครงงานจะต้องประกอบด้วย 
1. เป็นกิจกรรมที่มีเนื้อหาสาระตามกลุ่มสาระการเรียนรู้นั้นๆ 
2. นักเรียนจะต้องเป็นผู้ริเริ่มและเลือกเรื่องที่จะศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ตามความสนใจและระดับความสามารถของนักเรียนแต่ละวัย 
3. เป็นกิจกรรมที่มีการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้าไปช่วยในการศึกษาค้นคว้า เพื่อตอบปัญหาที่สงสัย 
4. นักเรียนเป็นผู้วางแผนในการศึกษาค้นคว้า ตลอดจนดำเนินงานเก็บรวบรวมข้อมูล หรือประดิษฐ์คิดค้น รวมทั้งแปรผล สรุปผล และเสนอผลการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง โดยมีครูอาจารย์เป็นที่ปรึกษาเท่านั้น 
          ในการทำโครงงานในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ควรจะมีระยะเวลา และวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อนนัก และควรเป็นไปตามระดับสติปัญญาของนักเรียนในแต่ละช่วงชั้นด้วย 
กระทรวงศึกษาธิการ (2539,46)ได้ให้ความหมายไว้ว่าการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน  คือการเรียนการสอนที่จัดประสบการณ์ในการปฏิบัติงานให้แก่เด็ก เหมือนกับการทำงานในชีวิตจริง เพื่อให้เด็กได้ประสบการณ์โดยตรง  เด็กได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา  โดยวิธีทางวิทยาศาสตร์  เด็กได้ทำการทดลอง  ได้พิสูจน์สิ่งต่างๆด้วยตนเอง  รู้จักหาวิธีการต่างๆมาแก้ปัญหา    เด็กจะทำงานอย่างเป็นระบบขั้นตอนรู้จักวางแผน ฝึกการเป็นผู้นำและผู้ตาม  ฝึกการคิดวิเคราะห์  และประเมินตนเอง

การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน  หมายถึง การศึกษาค้นคว้าผลงานตามที่ตนเองถนัด มีความพร้อมและมีความสนใจ เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลายๆสิ่ง ที่อยากรู้หรือสงสัยในเรื่องนั้นๆ  ให้ละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น อย่างมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยกำหนดรูปแบบการทำงาน มีการวิเคราะห์และวางแผนงานอย่างเป็นระบบ  แล้วลงมือปฏิบัติด้วยวิธีการต่างๆอย่างหลากหลาย มีการสังเกตและบันทึกผลการปฏิบัติงานแต่ละขั้นตอน เพื่อพัฒนากระบวนการทำงานในแต่ละขั้นให้บรรลุตามวัตถุประสงค์  มีการกำหนดรายละเอียดของงานไว้ล่วงหน้า   พร้อมทั้งคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้น   ได้ชิ้นงาน/ผลงานที่สัมพันธ์กับหลักสูตรและนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ โดยมีครูที่ปรึกษา  หรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆคอยให้คำปรึกษา     ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ใช้ระยะเวลานานเพียงพอที่จะให้ได้พบคำตอบ แล้วนำความรู้นั้นมานำเสนอในรูปของงานที่เลือกอาจเป็นงานเขียน งานวาดภาพระบายสี การสร้างแบบจำลอง การเล่นบทบาทสมมุติ ละคร การทำหนังสือ หรือรูปแบบอื่นๆเพื่อนำเสนอต่อเพื่อนๆและผู้อื่นๆ แสดงให้เห็นถึความสำเร็จของกระบวนการศึกษาของตน
ความสำคัญของโครงงาน
เสริมสร้างประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง   ส่งผลทำให้เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์                   ในการทำโครงงานใหม่ๆที่จะนำไปสู่โลกของงานอาชีพและการศึกษา 
อีกทั้งโครงงานที่ตนเองสนใจยังก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่กว้างขวางเป็นการประสานงานทาง                      วิชาการระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ
หลักการสำคัญของการเรียนรู้แบบโครงงาน
1.  ต้องเกิดจากความอยากรู้ของผู้เรียน ผู้เรียนมีความสนใจหรือต้องการคำตอบในเรื่องนั้นๆ
2.  ผู้เรียนเป็นผู้เลือกวิธีการเรียนและแหล่งการเรียนรู้
3.  ผู้เรียนวางแผนปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ มีวัตถุประสงค์ชัดเจนและปฏิบัติตามขั้นตอน
4.  มีการใช้กระบวนการต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ และผู้เรียนเป็นผู้สรุปองค์ความรู้
5.  ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน
6.  ผู้เรียนมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้อื่น
7.  ต้องมีการนำเสนอเพื่อรายงานผลการศึกษาจากการทำโครงงาน
8.  ต้องมีการประเมินผลเพื่อให้เกิดการพัฒนางาน

ตัวบ่งชี้การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ศูนย์พัฒนาการเรียนการสอนสำนักงานการศึกษาแห่งชาติ  ได้พัฒนาตัวบ่งชี้การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ กำหนดตัวบ่งชี้การเรียนของผู้เรียน 9  ข้อและตัวบ่งชี้การสอนของครู 10 ข้อดังนี้
ตัวบ่งชี้การเรียนของผู้เรียน
1.  ผู้เรียนมีประสบการณ์ตรงสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2.   ผู้เรียนฝึกปฏิบัติจนค้นพบความถนัดและวิธีการของตนเอง
3.   ผู้เรียนทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่ม
4.   ผู้เรียนฝึกคิดหลากหลายและสร้างสรรค์จินตนาการ ได้แสดงออกอย่างชัดเจนและมีเหตุผล
5.   ผู้เรียนได้รับการเสริมแรงให้ค้นคว้าหาคำตอบ  แก้ปัญหาทั้งด้วยตนเองและร่วมกับเพื่อนๆ
6.   ผู้เรียนได้ฝึกค้นคว้า  รวบรวมข้อมูลและสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง
7.   ผู้เรียนเลือกทำกิจกรรมตามความสามารถ  ความถนัด  ความสนใจอย่างมีความสุข
8.   ผู้เรียนฝึกตนเองให้มีวินัยและมีความรับผิดชอบในการทำงาน
9.   ผู้เรียนฝึกประเมิน  ปรับปรุงตนเองและยอมรับผู้อื่น  และสนใจใฝ่หาความรู้อย่างต่อเนื่อง
ตัวบ่งชี้การสอนของครู
1. ครูเตรียมการสอนทั้งเนื้อหาและวิธีการ
2. ครูจัดสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศที่ปลุกเร้า  จูงใจและเสริมแรงให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
3. ครูเอาใจใส่นักเรียนเป็นรายบุคคลและแสดงความเมตตาต่อนักเรียนอย่างทั่วถึง
4. ครูจัดกิจกรรมและสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้แสดงออกและคิดอย่างสร้างสรรค์
5. ครูส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกคิด  ฝึกทำและฝึกปรับปรุงตนเอง
6. ครูส่งเสริมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกลุ่มสังเกตข้อดีและปรับปรุงข้อด้อยของผู้เรียน
7. ครูใช้สื่อเพื่อฝึกการคิด  การแก้ปัญหา  และการค้นพบความรู้
8. ครูให้แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายและเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง
9. ครูฝึกฝนกิริยามารยาทและวินัยตามวิถีวัฒนธรรมไทย
10. ครูสังเกตและประเมินพัฒนาการของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้แบบโครงงาน
1.  เพื่อให้ผู้เรียนได้ได้ทำการทดลองและพิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ตามความถนัดและความสนใจ
2.  เพื่อรู้จักการวางแผนทำงานอย่างเป็นระบบ   ขั้นตอน  ทำให้รู้จักวิธีการแก้ปัญหาหลายวิธี
3.  เพื่อฝึกการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี ฝึกทักษะกระบวนการทำงานด้วยตนเอง หรือร่วมกัน
4.  เพื่อฝึกวิเคราะห์  และประเมินตนเอง ได้รับประสบการณ์ตรง
5.  เพื่อพัฒนาและได้แสดงออกซึ่งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
6.  เพื่อศึกษา ค้นคว้า และแก้ปัญหาจากการทำงาน มีบทบาทและส่วนร่วมในการเรียนรู้
7. เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้  ทักษะและประสบการณ์ของตนเองในการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล                      จาก แหล่งเรียนรู้ต่างๆ ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดพลังความอยากรู้อยากเห็น
8.  เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนตัดสินใจว่าจะทำอะไร  กับใคร  อย่างไร ทำให้เกิดความมั่นใจ
9.  เพื่อเป็นสิ่งยืนยันว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่ทำจริง ในกรณีที่ต้อง                       นำ แสดงต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง  
10. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ครูมีหน้าที่ให้คำปรึกษาเท่านั้น
    โครงงาน แบ่งตามลักษณะการเรียนรู้ของหลักสูตรการศึกษาเป็น 2 ประเภท  ได้แก่
1.  โครงงานตามสาระการเรียนรู้   เป็นการใช้บูรณาการความรู้  ทักษะ   คุณธรรม  จริยธรรม  และค่านิยมในกลุ่มสาระการเรียนรู้เป็นพื้นฐานในการกำหนดโครงงานและปฏิบัติ
2.  โครงงานตามความสนใจหรือโครงงานอิสระ  เป็นโครงงานที่ผู้เรียนได้กำหนดขั้นตอน ตามความถนัด ความสนใจ ความต้องการ โดยนำทักษะ   คุณธรรม  จริยธรรม  และค่านิยมในกลุ่มสาระต่างๆหลากหลายรายวิชา มาบูรณาการกำหนดเป็นโครงงานและการปฏิบัติ  มีข้อดีอย่างมากคือไม่ปิดกั้นความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียน  ทำให้ได้คิดกว้าง  คิดไกล  ได้ศึกษาค้นคว้าตามศักยภาพของตนเอง
(สสวท.2529 : 7) ได้แบ่งโครงงานออกเป็น 4 ประเภท  ตามลักษณะของกิจกรรมที่ทำ  ดังนี้
         1.โครงงานประเภทสำรวจรวบรวมข้อมูล (Servey  research project)
เป็นโครงงานการศึกษาที่เกิดจากปัญหาความไม่รู้  ต้องการที่จะรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง  จึงดำเนินการสำรวจ หรือเก็บรวบรวมข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติสิ่งแวดล้อม แล้วนำเอาข้อมูลนั้นมาจำแนกเป็นหมวดหมู่ ในรูปแบบที่เหมาะสม เช่น  แบบสอบถาม  แบบสัมภาษณ์  แบบบันทึก เป็นต้น เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนหรือพัฒนางานหรือดำเนินการพัฒนาปรับปรุงเพิ่มเติมผลงานและส่งเสริมผลผลิตให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น แล้วนำเสนอในรูปแบบต่างๆ  เช่น  ตาราง  กราฟ  แผนภูมิ  และคำอธิบายประกอบ  เพื่อให้เห็นลักษณะหรือความสัมพันธ์ในเรื่องที่ศึกษาชัดเจนยิ่งขึ้น โดยข้อมูลนั้น อาจมีผู้จัดทำ แต่มีการแปรเปลี่ยนไปแล้ว ต้องสำรวจจัดทำขึ้นมาใหม่ให้ทันสมัยอยู่เสมอ
ตัวอย่าง หัวข้อเรื่อง/ชื่อโครงงาน ประเภทข้อมูลสำรวจ
1.  พันธุ์ผีเสื้อในตำบล
2.  สมุนไพรในหมู่บ้าน    
3.  การใช้ยานพาหนะในอำเภอ  
4.  อาชีพของประชาชนในตำบล
5.  โครงงานสำรวจวัสดุอุปกรณ์ในชุมชน
ขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้
1.   กำหนดปัญหาหรือความอยากรู้
2.   ตั้งสมมุติฐาน
3.   รวบรวมข้อมูล
4.   วิเคราะห์
5.    สรุปอภิปรายผล
     2.โครงงานประเภททดลอง  (Experimental research project) 
       เป็นการศึกษาเปรียบเทียบของสิ่งของ  สองสิ่ง  (หรือมากกว่า)  หรือ   วิธีการทำงาน    สองวิธี(หรือมากกว่า)  ดำเนินการทดลองหรือพิสูจน์ความจริงตามหลักวิชาการอย่างเป็นเหตุเป็นผล หรือค้นหาข้อเท็จจริงในสิ่งที่ต้องการรู้  หรือหาคำตอบของปัญหา  เป็นการศึกษาที่เกิดจากปัญหา ต้องการรู้ถึงผลของการเปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล  แล้วนำผลที่ได้แต่ละอย่างมาเปรียบเทียบกัน  การทำโครงงานประเภทนี้     ผู้เรียนต้องมีการกำหนดรูปแบบในการทดลอง  โดยออกแบบในรูปผลการทดลอง เพื่อศึกษาตัวแปรหนึ่ง จะมีผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษาอย่างไร ด้วยการควบคุมตัวแปร โดยกำหนดตัวแปรต่างๆไว้ให้ชัดเจนเพื่อจะปฏิบัติการได้ถูกต้อง   ศึกษา  ค้นคว้าและทดลอง    เพื่อนำผลที่ได้มายืนยันหลักการหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง มีวัตถุประสงค์ เพื่อการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นโครงงานที่เกิดขึ้นเพื่อยืนยันทฤษฎีหรือหลักการ เช่น  
1.  โครงงานปลูกผักลอยฟ้าไร้สารพิษ
2.  โครงงานศึกษาสูตรอาหารไก่ตอน
3.โครงงานการศึกษาขนมอบชนิดต่างๆ
4.  โครงงานทดลองปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน
5.  โครงงานการใช้ฮอร์โมนกับกิ่งกุหลาบ
6.   โครงงานศึกษาวัสดุก่อสร้างประเภทไม้
7.  โครงงานการยืดอายุของกุหลาบตัดดอก
8.  โครงงานสารในพืชชนิดใดใช้ฆ่าแมลงสาบ                  
ขั้นตอนการมีดังนี้
1.  กำหนดปัญหา
2.  ตั้งจุดประสงค์
3.  ตั้งสมมุติฐาน
4.  การออกแบบทดลอง
5.  รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการทดลอง
6.  วิเคราะห์หรือแปลผล
7.  สรุปผลการทดลอง
        3.โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์หรือการพัฒนา  
 (Developmental  research  project or  invention  project)
เป็นโครงงานเกิดจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นใหม่หรือหลังจากที่ได้ศึกษาทฤษฎีหรือพบเห็นผลงานของผู้อื่นแล้ว แต่ต้องการพัฒนา จึงทำการดัดแปลงสร้างแบบจำลองขึ้นเพื่ออธิบายแนวคิดบางอย่าง  โดยประดิษฐ์เป็นของเล่น เครื่องมือ เครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ แล้วศึกษาคุณภาพ หาประสิทธิภาพและอายุการใช้งาน   เช่น
1.  ถังขยะจากยางรถยนต์
2.  ผลิตภัณฑ์กระดาษสา     
3.  แบบจำลองพัดลมไอน้ำ    
4.  กระดาษจากว่านหางจระเข้ 
5.  โครงงานประดิษฐ์โคมไฟฟ้า     
6.  กระถางต้นไม้จากกระดาษใช้แล้ว        
7.  น้ำยาบ้วนปากจากสมุนไพรธรรมชาติ  
8.  ดอกไม้ประดิษฐ์จากใบไม้ประเภทต่างๆ   
ขั้นตอนการดำเนินการดังนี้
1. กำหนดโครงงาน     ประโยชน์    รูปแบบ/แบบ      วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือ
2. ดำเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติ     ดำเนินการปฏิบัติ     นำเสนอผลงานในรูปผลิตภัณฑ์
        4.โครงงานประเภททฤษฎีหรืออธิบาย   (Theoretical   research  project)
เป็นโครงงานที่เกิดจากปัญหาความต้องการทฤษฎีใหม่ๆหลักการหรือแนวคิดใหม่ๆมาใช้ประโยชน์ในโอกาสอื่นๆ จึงดำเนินการสร้างทฤษฎีใหม่ๆขึ้น  มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอความรู้ หรือหลักการใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีใครเคยคิดหรือขัดแย้ง หรือขยายจากของเดิมที่มีอยู่ ซึ่งต้องผ่านการพิสูจน์อย่างมีหลักการก่อน โดยอาศัย    ทฤษฎี   หลักการ  หลักการทางวิทยาศาสตร์  หรือทฤษฎีอื่นๆตลอดจนข้อมูลอื่นๆสนับสนุนโครงงานประเภทนี้ มักเป็นโครงงานทางคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์  เช่น
1.  การเกษตรทฤษฎีใหม่           
2.  การผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์  
3.  การผลิตแท่งเชื่อเพลิงเขียว
ข้อดีของการเรียนรู้แบบโครงงาน
1.  ผู้เรียนได้เลือกประเด็นที่จะศึกษา  วิธีการศึกษาและแหล่งความรู้ด้วยตนเอง
2.  ผู้เรียนมีความสนใจเพราะเป็นผู้ศึกษาหรือลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเองทุกขั้นตอน
3.  การศึกษาได้เชื่อมโยงหรือบูรณาการระหว่างความรู้/ทักษะ/ประสบการณ์เดิมกับสิ่งใหม่
4.  ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตามวิธีธรรมชาติและมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
5.  ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์  และการทำงานอย่างมีแผนและรู้จักประเมินผลงานของตนเอง
6.  ฝึกให้นักเรียนได้รู้จักแก้ปัญหาในการทำงาน  
และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสภาพสังคมจริง
7.  เป็นการจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้จริง
8.  ใช้ทักษะทางวิทยาศาสตร์  และเหตุผลในการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ
 ข้อจำกัดของการเรียนรู้แบบโครงงาน
1.  ใช้เวลาในการเรียนรู้มาก  เสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
2. ถ้าผู้สอนให้คำปรึกษาและดูแลไม่ทั่วถึง ขาดการเอาใจใส่  ขาดความอดทน  
วางแผนการทำงานไม่ดี  ขาดทักษะ  อาจทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จ 
หรือได้รับความรู้ที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักวิชาการ
ขั้นตอนการทำโครงงาน
ขั้นตอนที่   1  การคิดเลือกหัวเรื่องและการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง
เป็นการหาหัวข้อในการทดลอง ที่อยากรู้อยาก เห็น  รวมถึงการขอคำปรึกษา หรือข้อมูลต่างๆ                  จากผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนที่   2  การเขียนเค้าโครงของโครงงาน   เค้าโครงของโครงงานมีหัวข้อดังนี้
หัวข้อรายการ
รายละเอียดที่ต้องระบุ
1.ชื่อโครงงาน
2.ชื่อผู้ทำโครงงาน
3.ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน
4. หลักการและเหตุผล
5.จุดหมาย/วัตถุประสงค์
6.สมมุติฐานของการศึกษาโครงงาน
7.ขั้นตอนการดำเนินงาน
8. ปฏิบัติโครงงาน
9.ผลที่คาดว่าจะได้รับ
ขั้นตอนที่ 3 การปฏิบัติโครงงาน เป็นการดำเนินงานตามแผน ที่กำหนดไว้ในเค้าโครงของโครงงาน และต้องมีการจดบันทึกข้อมูลต่างๆให้ละเอียด และต้องจัดทำอย่างเป็นระบบ มีความระเบียบ เพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้อมูลต่อไป
ขั้นตอนที่  การเขียนรายงาน ควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย กระชับ ชัดเจน และครอบคลุมประเด็นสำคัญของโครงงาน โดยสามารถเขียนให้อยู่ในรูปต่างๆ เช่น การสรุป การรายงานผล ซึ่งประกอบไปด้วยหัวข้อต่างๆ เช่น บทคัดย่อ บทนำ เอกสารที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

ขั้นตอนที่   5  การแสดงผลงาน เป็นการนำเสนอผลงาน สามารถจัดได้หลายรูปแบบ เช่น การจัดนิทรรศการ หรือทำเป็นสิ่งพิมพ์ การสอนแบบเพื่อนสอนเพื่อน ตามความเหมาะสมของโครงงาน